คนรักทำ :
1

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นานาสาระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นานาสาระ แสดงบทความทั้งหมด

หลวงพ่อทันใจ - วัดพระธาตุดอยคำ

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 | 0 ความคิดเห็น

หลวงพ่อทันใจ - วัดพระธาตุดอยคำ



  เทือกเขาถนนธงชัย ซึ่งมีภูเขาสูงชัน น้อยใหญ่ สลับซับซ้อนและหลากหลายเรียงรายทอดยาวลงไปถึงดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง ผ่านอำเภอเมืองเชียงใหม่  ด้านทิศตะวันตกบนเทือกเขาเหล่านั้นจะเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระเจดีย์สำคัญและเก่าแก่ คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ถึง ๒ องค์พระเจดีย์ แต่ละแห่งถูกสถาปนาขึ้นโดยพระมหากษัตริย์ในสมัยหริภุญชัยและล้านนาตามลำดับดังนี้


พระเจดีย์แห่งแรก อยู่บนยอดเขาเล็ก ๆ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ ๒๐๐ เมตร อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองเชียงใหม่ เรียกว่า “พระธาตุดอยคำ” เคยเป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์ ๒ ผัวเมีย ชื่อ จิคำและตาเขียวมาก่อน

ซึ่งต่อมาชาวบ้านได้เรียกยักษ์ทั้งสองนี้ว่า “ปู่แสะ – ย่าแสะ” ปู่แสะย่าแสะมีลูก ๑ คน ชื่อว่า “สุเทวฤๅษี” เหตุที่ได้ชื่อว่าดอยคำ เนื่องจากศุภนิมิตที่ยักษ์ทั้งสองได้รับพระเกศาธาตุจากพระพุทธเจ้า เกิดฝนตกหนักหลายวัน ทำให้น้ำฝนเซาะและพัดพาแร่ทองคำบนไหล่เขา และลำห้วยไหลลงสู่ปากถ้ำเป็นจำนวนมาก จึงเรียกภูเขาลูกนี้ว่า “ดอยคำ”
รูปปั้นปู่แสะ และ ย่าแสะ

จากตำนานหลายฉบับได้กล่าวว่า เทวดาได้นำพระเกศาธาตุที่พระพุทธเจ้าได้ประทานแก่ปู่แสะและย่าแสะ  นำขึ้นมาฝังและก่อสถูปไว้บนดอยแห่งนี้ และต่อมาในปี พ.ศ. ๑๒๓๐  เจ้ามหันตยศ และเจ้าอนันตยศ ๒ พระโอรสแฝดของพระนางจามเทวี แห่งหริภุญชัยนครได้ขึ้นมาก่อเจดีย์ครอบพระสถูปเกศานั้นไว้

ส่วนพระเจดีย์แห่งที่ ๒ ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ทางทิศเหนือของดอยคำ มีความสูงถึง ๑,๐๕๓ เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยพระเจ้ากือนา กษัตริย์แห่งราชวงศ์เม็งราย และพระมหาสุมนเถระ ได้อัญเชิญพระบรมธาตุที่ได้มาจากเมืองปางจา จังหวัดสุโขทัย ขึ้นมาฝังและก่อเจดีย์ครอบไว้เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๑๔ และเรียกว่า “พระธาตุดอยสุเทพ” ตามชื่อของสุเทวฤๅษีที่บำเพ็ญพรตอยู่หลังเขาแห่งนี้

พระเจดีย์ทั้งสองแห่งนี้ เป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่  แม้จะมีอายุการสถาปนาห่างกันเกือบ ๗๐๐ ปี แต่ก็มีความใกล้ชิดผูกพันกันมาตั้งแต่โบราณกาล  จากการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจะพบว่า ยอดเขา – หุบเขาและเชิงเขาดอยสุเทพและดอยคำ  ล้วนเป็นถิ่นกำเนิดและที่อยู่อาศัยของชนเผ่าลัวะมาก่อน

ถือว่าเป็นลูกหลานของปู่แสะและย่าแสะ ผู้ซึ่งได้รับพระเกศาธาตุจากพระพุทธเจ้าโดยตรง และชนเผ่าลัวะมีความเลื่อมใสมั่นคง และผูกพันกับพระพุทธศาสนามาตลอดอย่างมิได้ขาด  และถือได้ว่าพระเจดีย์ทั้งสองนี้ ต่างเป็นพระเจดีย์พี่เจดีย์น้องกันก็ไม่ผิด
พระบรมธาตุประดิษฐานไว้ในผอบแก้ว ตั้งอยู่ในปราสาทเล็กกลางพระวิหาร
 
พระเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระโอรสแฝดของพระนางจามเทวีได้ขึ้นมาบูรณะและขยายให้ใหญ่ขึ้นในปี พ.ศ. ๑๒๓๐
พระธาตุดอยคำ  ตั้งอยู่บนเทือกเขาเล็ก ๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๐ กม.  ภูเขาที่ตั้งของพระธาตุดอยคำ เป็นป่าเขาเขียวขจีมีทัศนียภาพที่สวยงาม ด้านล่างเป็นสวนราชพฤกษ์ ๒๕๔๙ (พืชสวนโลก) และอยู่ใกล้เคียงกับเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี (สวนสัตว์กลางคืน) เป็นปูชนียสถานสำคัญและเก่าแก่แห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ มีอายุมากกว่า ๑,๓๐๐ ปี

พระพุทธองค์เสด็จสู่ดอยคำ

ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ในระมิงคนคร มียักษ์ ๓ ตน พ่อ แม่ ลูก ซึ่งมีเชื้อสายมาจากชนเผ่าลัวะ มีนิวาสสถานอยู่ที่หลังดอยคำ ชาวเมืองทั้งหลายจะเรียกว่า ปู่แสะ ย่าแสะ  ปู่แสะมีชื่อว่า จิคำ ส่วนย่าแสะมีชื่อว่า ตาเขียว  ยักษ์ทั้ง ๓ พ่อ แม่ ลูก ชอบกินเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร

จากตำนานวัดดอยคำ เรียบเรียงโดย คุณสุทธวารี  สุวรรณภาชน์ พิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้กล่าวว่าในยุคที่ชนเผ่าลัวะทั้งหลายแห่งระมิงคนคร กำลังประสบกับความเดือดร้อนอันเนื่องจากยักษ์ ๓ ตน ที่ดำรงชีพด้วยการกินเนื้อมนุษย์ พระพุทธองค์จึงทรงทราบด้วยญาณอันวิเศษของพระองค์ จึงได้ทรงเสด็จสู่ระมิงคนครเพื่อแสดงธรรมโปรดยักษ์ทั้ง ๓ ตน และบรรเทาความเดือดร้อนของชาวเมืองระมิงค์

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงนิวาสสถานของ ๓ ยักษ์ พ่อ แม่ ลูก ที่ดอยคำ  ทันทีที่ยักษ์ทั้งสามเห็นพระพุทธองค์มาถึง ก็หมายมั่นเตรียมจะจับกินเป็นอาหาร แต่พระพุทธองค์ทรงทราบถึงวิสัยของยักษ์ทั้งสามดี จึงแผ่พระเมตตาไปยังยักษ์ทั้งสามเหล่านั้น

ด้วยพระบารมีและบุญญาธิการของพระองค์ ทำให้กระแสจิตของยักษ์ทั้งสามอ่อนลง และเข้ามาก้มลงกราบแทบพระบาทของพระพุทธองค์  และพระพุทธองค์จึงแสดงธรรมโปรดยักษ์ทั้งสาม ปรากฏว่ายักษ์ผู้เป็นลูกยอมปฏิบัติตามและสมาทานศีล ๕ ได้

ส่วนยักษ์จิคำและตาเขียวผู้เป็นพ่อแม่ ไม่สามารถจะรับศีล ๕ ได้ เพราะยังต้องยังชีพด้วยการฆ่ามนุษย์และสัตว์เป็นอาหาร และขออนุญาตกินเนื้อมนุษย์ปีละ ๒ ครั้ง  แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาต จึงต่อรองขอกินเนื้อสัตว์แทน
                                                       อนุสาวรีย์สุเทวฤาษี

ส่วนยักษ์ผู้บุตรนั้นได้ขออุปสมบทเป็นพระภิกษุ พระองค์จึงทรงอนุญาตและได้แสดงธรรมให้ฟัง  ยักษ์ผู้บุตรนั้นอยู่ในสมเพศได้ไม่นาน ก็ขออนุญาตพระองค์ลาสิกขา และไปบวชเป็นฤๅษีถือศีลอยู่ที่หุบเขาอุจฉุบรรพต (ดอยสุเทพ) ชื่อ “สุเทวฤๅษี”

ก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จต่อไปยังสถานที่แห่งอื่น พระองค์ได้ประทานพระเกศาแก่ยักษ์ปู่แสะและย่าแสะ พร้อมได้ตรัสว่า “ดูกรเจ้ายักษ์ทั้ง ๒ จงรับและเก็บพระเกศานี้ไว้เคารพบูชาแทนเรา เมื่อเราได้นิพพานไปแล้ว และในวันข้างหน้าจะมีผู้ใจบุญกุศลมาชุมนุมกัน ณ ที่แห่งนี้”

ยักษ์ทั้ง ๒ รับเอาพระเกศาจากพระองค์แล้ว เอาไปบรรจุไว้ในผอบแก้วมรกตและบูชากราบไหว้เป็นนิจสิน  จึงเกิดศุภนิมิตขึ้นด้วยมีฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน และน้ำฝนได้หลั่งไหลจากภูเขาต่าง ๆ ลงมาชะล้างแร่ธาตุทองคำตามหุบเขาราวห้วย พัดพาทองคำไหลลงสู่ปากถ้ำเป็นจำนวนมาก ผู้คนจึงเรียกภูเขาและถ้ำนี้ว่า ถ้ำคำและดอยคำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาถึงทุกวันนี้

ต่อมาภายหลังเมื่อยักษ์ผู้บุตร ได้ลาสิกขาออกมาและไปบวชเป็นพระฤๅษีอยู่หลังดอยสุเทพ ยักษ์ผู้เป็นพ่อชื่อ จิคำ ที่ชาวบ้านเรียกว่า ปู่แสะ ก็ไปถือศีลดำรงชีพอยู่บริเวณใกล้ ๆ กับวัดฝายหิน เชิงดอยสุเทพ ส่วนยักษ์ผู้เป็นแม่ชื่อ ตาเขียว ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ย่าแสะ ได้อยู่ดูแลรักษาถ้ำดอยคำและพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจนสิ้นชีวิต
อนุสาวรีย์ แม่ย่าจามเทวี

จากตำนานท้องถิ่นในภาคเหนือเกือบทุกเล่มกล่าวตรงกันว่า ในปี พ.ศ. ๑๑๖๖  ซึ่งช่วงนั้นท่านสุเทวฤๅษียังอยู่ปฏิบัติบำเพ็ญพรตอยู่หลังดอยสุเทพ วันหนึ่งท่านได้ลงมาเก็บอัฐิของบิดามารดา (ปู่แสะ-ย่าแสะ) ที่บริเวณป่าพะยอม (ปัจจุบันคือตลาดพะยอม) และท่านได้มาพักผ่อนอยู่ที่เชิงดอยคำ

ทันใดนั้น ท่านได้เห็นพญาเหยี่ยวที่กำลังขยุ้มทารกน้อยวัยประมาณ ๓ เดือน โฉบผ่านมาพอดี ท่านจึงได้ตวาดใส่เหยี่ยวตัวนั้นทันที  เหยี่ยวตกใจจึงปล่อยทารกน้อยล่องลอยตกลงมายังพื้นดิน  เดชะบุญตรงนั้นเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ใกล้เชิงดอยคำ

เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งที่ดอกบัวใหญ่ในสระน้ำ ได้อ้ากลีบออกรับทารกน้อยนั้นไว้ไม่ให้ตกลงพื้นน้ำ  สุเทวฤๅษีก็มหัศจรรย์ใจยิ่งนัก จึงรับทารกน้อยวัย ๓ เดือนมาเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม โดยให้เรียนสรรพวิชาทั้งมวลจนหมดสิ้น รวมถึงศิลปะวิทยาการทำศึก หรือตำราพิไชยสงครามและดนตรีทุกอย่าง

จนกระทั่งทารกน้อยนั้นได้เจริญวัยครบ ๑๓ ปี  สุเทวฤๅษีจึงต่อเรือยนต์ใส่กุมารีน้อยพร้อมด้วยฝูงวานรจำนวนหนึ่งเป็นบริวาร ปล่อยไหลล่องลอยไปตามลำน้ำปิงจนถึงเมืองละโว้ ณ ท่าน้ำวัดเชิงท่า (ตำนานบางเล่มบอกว่าวัดชัยมงคล)

เมื่อพระเจ้าเมืองละโว้และมเหสีได้เห็นกุมารีน้อย ที่มีพระสิริโฉมงดงามและมีสิริลักษณ์บ่งบอกว่าเป็นผู้มีบุญ จึงได้นำไปเลี้ยงไว้ในพระราชวัง และตั้งเป็นราชธิดา มีนามว่า “จามเทวีกุมารี” และให้ศึกษาศิลปะวิทยาการตำราพิไชยสงคราม และดนตรีทุกอย่างเหมือนกับพ่อเลี้ยงคนแรก (ฤๅษี) จนกระทั่งจามเทวีกุมารี มีพระชนมายุได้ ๒๔ พรรษา เจ้าเมืองละโว้จึงให้สมรสกับเจ้าชายราม แห่งนครรามบุรี

ในปี พ.ศ. ๑๑๙๐ รามบุรีเป็นเมืองขึ้นและเมืองหน้าด่านของขอม (ปัจจุบันคือ อ.แม่สอด จ.ตาก) ในปี พ.ศ. ๑๒๐๔ พระเจ้ากรุงละโว้จึงทรงแต่งตั้งให้พระนางจามเทวี ขึ้นครองเมืองหริภุญชัย ตามคำเชิญของสุเทวฤๅษี และสุทันตฤๅษี  ซึ่งขณะนั้นพระนางมีพระชนม์ได้ ๓๘ พรรษา
หากยืนอยู่ลานชมวิวหน้าวัดพระธาตุดอยคำ จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพข้างล่างเป็นบริเวณสวนราชพฤกษ์ ๒๐๐๖ (พืชสวนโลก)
พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ชื่อ "พระพุทธนพีสีพิงครัตน์"
 มุมต่าง ๆ ภายในวัด 

หลังจากที่มีชาวบ้านหลายคนไปขอพรจาก "หลวงพ่อทันใจ" แล้วสมหวังได้โชคถูกหวยกันมาหลายราย วันนี้เราจึงชวนเพื่อนๆ ทุกคนมาทำความรู้จักกับ "หลวงพ่อทันใจ" กันเผื่อเพื่อนๆ จะเดินทางไปขอพรจากท่าน

   "หลวงพ่อทันใจ" ท่านให้โชคลาภและมีญาณวิเศษที่ให้ผู้คนที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ แม้กระทั่งอัมพฤกษ์หรืออัมพาต หายขาดมาได้รวมถึงผู้คนที่นิยมเสี่ยงดวงกับกับการซื้อหวย โชคดีกันไปอย่างไม่น่าเชื่อ มีเกิดขึ้นที่วัดพระธาตุดอยคำ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
  มุมต่าง ๆ ภายในวัด

  วัดพระธาตุดอยคำ เป็นพระวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวแม่เหียะ ชาวเชียงใหม่มากว่า 1,400 ปี เป็นสถานอันศักดิ์สิทธิ์เป็นศูนย์รวมน้ำใจของผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา


  มุมต่าง ๆ ภายในวัด
  พระครูสุนทรเจติยารักษ์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยคำอันศักดิ์สิทธิ์ เล่าว่า….”ผู้โชคดีมีบุญหลายราย ได้รับโชคจากการเข้ามากราบนมัสการพระธาตุและ”หลวงพ่อทันใจอันศักดิ์สิทธิ์” นักบุญทั้งหลายที่เข้ามาที่วัดดอยคำ ที่เข้ามานมัสการกราบไหว้ต่างมีโชค 
  มุมต่าง ๆ ภายในวัด
ธูปเทียนและดอกมะลิ 50 พวงขึ้นไป จะไปหาซื้อที่ตลาดสดที่ไหนก็ได้ แล้วนำมากราบนมัสการขอพร” ผู้นั้นจะโชคดี  เรื่องจริงที่เกิดขึ้นแทบไม่น่าเชื่อว่า”ชาวฝรั่งที่มีภรรยาเป็นคนไทย”ซึ่ง ชาวฝรั่งเป็นโรคอัมพฤกษ์ ได้พากันมากราบนมัสการ”หลวงพ่อทันใจ”ด้วยดอกมะลิเช่นชาวพุทธคนอื่นๆที่เคารพ นับถือในความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าทันใจ เป็นอัมพฤกษ์มานาน พอมากราบท่านฯเสร็จแล้วกลับมาถึงบ้านไม่กี่วันก็หายขาด จากที่เคยนั่งรถเข้นกลับมาเดินได้เหมือนเดิม คนที่เป็นอัมพาตก็หายได้เหมือนกัน มีตัวอย่างอยู่หลายคนที่เข้ามาอธิธาน
  มุมต่าง ๆ ภายในวัด
  มุมต่าง ๆ ภายในวัด
  มุมต่าง ๆ ภายในวัด
   มุมต่าง ๆ ภายในวัด
   มุมต่าง ๆ ภายในวัด
   มุมต่าง ๆ ภายในวัด
  มุมต่าง ๆ ภายในวัด

วิธีขอพรจากหลวงพ่อทันใจ
1) จุดธูป 3 ดอก
2) เอ่ยชื่อขอท่านให้ชัดเจน
3) เมื่ออธิษฐานขอพรเรื่องที่ท่านต้องการ(ขอที่เรื่องเท่านั้น)
4) เมื่อท่านอธิษฐานจบแล้วให้บอกว่า จะมาถวายดอกมะลิ 50 พวงขึ้นไป
 ( ความเห็นส่วนตัว เท่าไรก็ได้ตามศรัทธาเถิด ยากดี มีจนไม่เท่ากัน)
***ไปขอพร ขอความสำเร็จที่ตั้งใจ ไม่เกินบุญวาสนาตัวเอง
5) บอกกำหนดเวลา ที่ชัดเจน เราจะได้รู้แน่ชัดว่า สิ่งที่เราไปขอพรมานั้นสำเร็จได้ดังใจเรา
ถ้าไม่กำหนดเวลาแล้ว อีก 10 ปี สำเร็จ  เราก็ลืมไปแล้ว ( เราต้องการคว่ามจัดเจน)
ในวันหน้า จะได้ไม่ต้องไปเจอหมอดู หรือคนทัก ที่ทักมั่ว ๆ ว่า เราติดสินบน แค่นี้จบ..หรือเปล่า
คำบูชาหลวงพ่อทันใจ

ตั้งนะโม 3 จบ

โอมนะโม พุทธายะ ยะอะสะ สุมัง จะปาคะ
หลวงพ่อทันใจ - วัดพระธาตุดอยคำ

หลวงพ่อทันใจ - วัดพระธาตุดอยคำ 

ตั้งอยู่ที่ 108 ถ.เชียงใหม่-หางดง ต. แม่เหียะ อ. เมือง จ.เชียงใหม่ พระธาตุดอยคำ ตั้งอยู่บนเกาะเทือกเขาล็ก ๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 10 กม. ภูเขาที่ตั้งของพระธาตุดอยคำ เป็นป่าเขียวขจีมีทัศนียภาพที่สวยงาม ด้านล่างเป็นสวนราชพฤกษ์ 2549 (พืชสวนโลก) และอยู่ใกล้เคียงกับเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี (สวนสัตว์กลางคืน) เป็นปูชนียสถานสำคัญและเก่าแก่แห่งหนึ่งของเชียงใหม่ มีอายุมากกว่า 1,300 ปี

โทร. 0 5326 3001 โทรสาร 0 5326 2002

วัดดอยคำเป็นวัดร้าง ต่อมากรุแตกชาวบ้านพบโบราณวัตถุหลายชิ้น เช่น พระรอดหลวง พระหินทรายปิดทององค์ใหญ่ พระสามหมอ (เนื้อดิน) พระธาตุดอยคำนอกจากจะเป็นที่สักการบูชาของคนท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์อีกแห่งหนึ่งของการบินไทยที่ใช้กำหนดพื้นที่ทางสายตา ก่อนที่จะลงจอดที่สนามบิน

  
Continue Reading

พระพุทธบาท 4 รอย เชียงใหม่

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 | 0 ความคิดเห็น

ตำนานพระพุทธบาทสี่รอย (ฉบับล้านนา)
พระครูพุทธบทเจติยารักษ์ (พระครูบาพรชัย ปิยะวัณโณ)
วัดพระพุทธบาทสี่รอย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 




ความเป็นมาของมหาศิลาเปรต

ย้อนไปในอดีตกาลอันไกลโพ้น นับได้ ๙๒ กัป ที่ล่วงมาแล้ว
ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง สมัยนั้นนั่นแล
ทรงพระนามว่า “พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า”
เสด็จอุบัติขึ้นในโลก เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ ให้ล่วงพ้นวัฏฏสงสาร
เฉกเช่นเดียวกับพระสมณโคดมพุทธเจ้าของเราในปัจจุบันสมัยนี้

ในครั้งนั้นบังเกิดมีพระสาวกองค์หนึ่งในพระวิปัสสีพุทธเจ้า
มีฐานะเป็นพระสังฆนายก ปกครองพระภิกษุเถรานุเถระเป็นอันมาก
แต่พระสังฆนายกองค์นี้ กลับแสวงหาปัจจัยทั้งสี่
อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย มากเกินสมควร
ได้มีคำสั่งออกไปทั่วสังฆมณฑลว่า

“วัดของเรานี้ไม่เหมือนวัดอื่นๆ
ด้วยเป็นที่ชุมนุมของพระมหาเถระเจ้าทั้งหลายอยู่เป็นเนืองนิตย์
ฉะนั้นขอให้พระภิกษุทั้งหลาย
จงนำเอาปัจจัยสี่อันเป็นของสงฆ์ทั้งหลาย
อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย
รวมทั้งแก้วแหวนเงินทองทั้งปวงมาให้แก่วัดของเรา
เพื่อว่าเราจะได้นำมาถวายทาน แก่พระมหาเถระเจ้าทั้งหลายต่อไป”

เมื่อพระภิกษุทั้งหลายได้รับคำสั่งของพระสังฆนายกดังนี้แล้ว
ต่างก็ล้วนลำบากใจ แต่ไม่กล้าทักท้วงคัดค้าน ด้วยเกรงจะมีความผิด
คงได้แต่จำใจนำของมามอบให้ที่วัดของพระสังฆนายก
จนเต็มโบสถ์เต็มวิหารไปหมด

ท้ายที่สุดเมื่อพระสังฆนายกองค์นั้นได้มรณภาพลงไปแล้ว
ก็ได้ตกนรก จมลงไปหมกไหม้อยู่ในอบายภูมิทั้ง ๔ ตลอดกาลนาน
ด้วยผลกรรมที่ได้เบียดเบียนพระสงฆ์ทั้งหลายให้ต้องได้รับความลำบาก
เมื่อชดใช้กรรมในนรกแล้ว อดีตพระสังฆนายกองค์นั้น
ก็ได้เกิดมาเป็นเปรต มีนามว่า “มหาศิลาลวงใหญ่” (เปรตหิน)
พูดวาจาใดใดไม่ได้ ด้วยสรีระกลายเป็นหิน
พระพุทธเจ้ากกุสันโธ เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทไว้
เหนือหินมหาศิลาเปรตเป็นรอยแรก โดยทรงเมตตาประทานให้เอง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกาลเวลาได้ล่วงเลยมาถึง ๙๒ กัป
ลุถึงสมัย “พระพุทธเจ้ากกุสันโธ”
ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๑ ในมหาภัทรกัปนี้
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตแล้ว
จึงทรงประทับรอยพระบาทไว้เหนือก้อนหินมหาศิลาเปรตนั้นเป็นรอยแรก

และทรงมีพระมหากรุณาตรัสสอนมหาศิลาเปรต
และให้ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “อัปปะกิจโจ อัปปะกิจโจ”
ซึ่งหมายถึง เป็ยนักบวชควรทำตนเป็นผู้มีภาระน้อย ให้มหาศิลาเปรตนั้น
ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “อัปปะคัพโภ อัปปะคัพโภ”
ด้วยทรงมีพระมหากรุณาให้พ้นจากความเป็นหิน

แล้วจึงได้ทรงประทับรอยพระบาท
ซ้อนไว้ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสองพ
เพราการมีภาระมากไม่ใช่ทางบรรลุมรรคผลนิพพาน
จะกลายมาเป็นมารมาผูกมัดจิตใจ
ทำให้ตนต้องได้ตกอยู่ในอบายภูมิ

พระพุทธเจ้าโกนาคมโน เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทเป็นรอยที่ ๒
โดยทรงประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธ

ภายหลังที่พระพุทธเจ้ากกุสันโธได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว
ก็มาถึงสมัยของ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน
พระองค์ก็ได้เสด็จมาที่มหาศิลาเปรต
ให้ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “สัลละหุกะวุตติ” ไปตลอด
จะได้หลุดพ้นจากความเป็นเปรตในภายภาคหน้า
จากนั้นพระพุทธเจ้าโกนาคมโนก็ได้ประทับรอยพระบาทซ้อนไว้
ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธเป็นรอยที่ ๒
(ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารอยที่ ๑)

พระพุทธเจ้ากัสสโป เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาท เป็นรอยที่ ๓
โดยประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ พระองค์
ในมหาภัทรกัปนี้

ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าโกนาคมโน ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว
ก็มาถึงสมัย พระพุทธเจ้ากัสสโป
ซึ่งพระองค์ก็ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
ด้วยเหตุผล ๒ ประการ คือ

เพื่อทรงชี้แนวทางตรงไปสู่พระนิพานหนึ่ง
และเพื่อให้มหาศิลาเปรตนั้น พ้นจากปิติวิสัย (ภูมิแห่งเปรต) อีกประการหนึ่ง

พระพุทธเจ้ากัสสโป จึงเสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตเป็นพระองค์ที่ ๓
และได้ทรงมีระพุทธดำรัสตรัสชี้แนะระองค์
ปรากฏเป็นรอยที่ ๓ ขึ้นมา (ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารอยพระพุทธบาททั้ง ๒ รอย)

พระอุโบสถ
พระพุทธเจ้าโคตโม (พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน)
เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต
ณ เวภารบรรพต (วัดพระพุทธบาทสี่รอย ในปัจจุบันนี้)
และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทเป็นรอยที่ ๔
โดยประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์
ในมหาภัทรกัปนี้

ภายหลังจากที่พระพุทธเจ้ากัสสโป ได้เสด็จดับขันธปรินิพานไปแล้ว
ก็มาถึงพุทธสมัยแห่งพระศาสนาของ พระพุทธเจ้าโคตโม (พระสมณโคดม)
ได้เสด็จจาริกประกาศธรรมโปรดเวไนยสัตว์
ไปตามสถานที่ต่างๆ พร้อมด้วยพุทธสาวก ๕๐๐ องค์
อันมี พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระอานนท์ เป็นต้น
จนกระทั่งเสด็จมายัง ปัจจันตยประเทศ (ประเทศไทยในปัจจุบัน)

ถึงเทือกเขาตอนเหนือของประเทศชื่อ เวภารบรรพต (สถานที่แห่งนี้)
และได้แวะเสวยจังหันอยู่บนเขาเวภารบรรพตแห่งนี้
เมื่อพระพุทธองค์เสวยจังหันสร็จ
ขณะประทับอยู่ที่นั่น ก็ได้ทรงทราบด้วยพระญาณสมบัติว่า
ในเทือกเขาแห่งนี้ ได้มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า
ที่มาตรัสรู้ก่อนในภัทรกัปนี้ประทับอยุ่บนก้อนหินก้อนใหญ่

พระองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระพุทธบาทแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์
คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกคมโน พระพุทธเจ้ากัสสโป

ในวาระนั้น พระพุทธเจ้าโคตโม
ได้มีพระพุทธดำรัสกับพระอานนท์ว่า

“ดูกร อานนท์ ก้อนศิลาอันงามวิเศษ
ที่เป็นเหตุแห่งการโปรดสัตว์ทั้งหลายยังปรากฏมีอยู่ฤา”

พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก จึงกราบทูลว่า

“ภันเต ภะคะวา ก้อนหินนี้มีรอยพระพุทธบาทใหญ่ ๓ รอย
งดงามยิ่งนัก เหมือนรอยพระพุทธบาทของพระศาสดาพระพุทธเจ้าข้า”

จากนั้น พระพุทธเจ้าโคตโม
จึงได้ตรัสถึงอดีตกาลที่ได้ผ่านมาแล้วแต่ปางบรรพ์
แก่พระอานนท์และพุทธสาวกว่า

“ดูกรอานนท์ ก้อนศิลานี้มิใช่ศิลาแท้จริงดอก
แต่เป็นก้อนอสุราที่กลับกลายเป็นก้อนศิลา (เป็นศิลาเปรต)
ศิลานี้เคยเป็นพุทธสาวกในพระพุทธเจ้า วิปัสสี

สมัยนั้นท่านเป็นพระสังฆนายก ถืออำนาจบาตรใหญ่
บังคับเอาของของคนอื่นมาเป็นของตน

ตนเองเป็นพระภิกษุ แต่มักมาก ถือว่าตนเองฉลาด
คิดว่าตนเองได้ของมาโดยบริสุทธิ์
โดยมิได้คำนึงถึงความผิดถูกตามพระธรรมวินัย
ถือว่าตนเองเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า
และเป็นใหญ่ เอาของของสงฆ์มาใช้ตามอำเภอใจ
จึงทำให้เป็นศิลาเปรตอยู่ในบัดนี้

พระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ที่ล่วงมาแล้วในอดีตกาล
ได้ทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นี้ ทุกพระองค์

และแม้ พระศรีอริยเมตไตรย
ก็จะเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นี้
และจักประทับรอยพระพุทธบาทสี่รอยนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว
(คือ ประทับลบทั้งสี่รอยให้เหลือรอยเดียว)” 

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้ว
พระองค์ก็เสด็จประทับพระบาทซ้อนรอยพระบาท
ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ แล้วก็ทรงอธิษฐานว่า

ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว
เทวดาทั้งหลายก็จักนำเอาพระธาตุของกูตถาคต
มาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทนี้

ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว ๒,๐๐๐ ปี
พระพุทธบาทสี่รอยนี้ ก็จักปรากฏแก่ปวงมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย
เพื่อมนุษย์และเทวดาทั้งหลายจักได้มากราบไหว้และสักการะบูชา
เมื่อทรงอธิษฐานและทำนายไว้ดังนี้แล้ว
จึงมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์
จึงกำเนิดเป็นพระพุทธบาทสี่รอย

เมื่อพระพุทธองค์ทรงประทับรอยพระพุทธบาทแล้ว
ก็เสด็จไปเขตวันอาราม อันมีในเมืองสาวัตถีนั้นแล
เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว
เทวดาทั้งหลายก็นำเอาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์
มาบรรจุไว้ที่พระพุทธบาทสี่รอย
[พระราชชายาเจ้าดารารัศมี
พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕] 
ต่อมา พระชายาเจ้าดารารัศมี
ได้เสด็จขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย
และได้มีศรัทธาสร้างวิหารเพื่อเป็นการสักการบูชารอยพระพุทธบาทไว้ ๑ หลัง
หลังเล็กถวายเป็นพุทธบูชา
ปัจจุบันได้บูรณะปฏิสังขรณ์แล้วทั้งหลัง
จะเหลือไว้แต่ผนังวิหาร พื้นวิหาร และแท่นพระ ซึ่งยังเป็นของเดิมอยู่
ถ้าหากท่านมีโอกาสขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย
ก็จะเห็นวิหารแห่งนี้
นอกจากนี้ หลักฐานในกาลวัตถุที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง
ได้ปรากฏอยู่ในหนังสือโบราณ “คำให้การของขุนหลวงหาวัด”
ซึ่งเป็นหนังสือบันทึกเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ต้นจนอวสาน

ที่ พระเจ้ามังระ กษัตริย์พม่ามีพระบัญชา
ให้อาลักษณ์บันทึกจากถ้อยรับสั่งของ เจ้าฟ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด)
ภายหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ไว้อย่างละเอียด

โดยตอนหนึ่ง ได้กล่าวถึงเมื่อคราวที่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
เสด็จไปทรงนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย
(สมัยโบราณเรียก รอยพระบาทรังรุ้ง หรือ รอบพระบาทเขารังรุ้ง)
ไว้อย่างชัดเจนว่า

“สมัยสมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปรบที่เมืองหาง
พระองค์ทรงทราบว่ามีรอยพระพุทธบาทอยู่บนยอดเขา
เรียกว่า เขารังรุ้ง จึงได้เสด็จขึ้นไปนมัสการ
ทรงเปลื้องเครื่องทรง ทั้งสังวาลย์และภูษาแล้ว
ทรงถวายไว้ในรอยพระพุทธบาท
และทำสักการบูชาด้วย ธง ธูป เทียน ข้าวตอกดอกไม้
มีเครื่องทั้งปวงเป็นอันมาก แล้วจึงทำการพิธีสมโภชอยู่ถึง เจ็ดราตรี”

จากข้อความประวัติศาสตร์ดังกล่าวนี้เอง
ทำให้เราได้ทราบข้อเท็จจริงในทางโบราณคดี เพิ่มเติมอีกประการหนึ่งว่า
โดยแท้จริงแล้ว รอยพระพุทธบาทในประเทศไทยรอยแรก
ที่คนไทยได้รู้จักและมักคุ้นนั้นก็คือ พระพุทธบาทสี่รอย
อันประดิษฐานอยู่ ณ เขต อำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่ ในปัจจุบันนี่เอง

ในขณะที่ รอยพระพุทธบาท ที่ สระบุรี เขาสัจจพันธุ์ นั้น
ได้รับการค้นพบเจอในรัชสมัย พระเจ้าทรงธรรม
ซึ่งเป็นยุคหลังรัชสมัยแห่ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถึงกว่า ๕ ทศวรรษ

[สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย] 
จากสาส์นของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยทรงบันทึกไว้ว่า
พระพุทธบาทสี่รอย แห่งนี้ เป็นพระพุทธบาทเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
แม้กรุงศรีอยุธยาก็ยังจำลองรอยพระพุทธบาท
ไปไว้ที่ ปราสาทนครหลวง (วัดจันทร์ลอย) จ.พระนครศรีอยุธยา 
[ครูบาศรีวิชัย]
พระอริยสงฆ์ที่สำคัญของล้านนาและของประเทศไทย
ที่เคยธุดงค์เพื่อไปกราบสักการบูชารอยพระพุทธบาทสี่รอย

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย
ก็ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย
และได้รื้อพระวิหารที่ เจ้าพระยาธรรมช้างเผือก สร้างไว้ชั่วคราวนั้นเสีย
แล้วได้สร้างวิหารใหม่ครอบรอยพระพุทธบาทไว้
และได้ฉาบปูนครอบรอยพระพุทธบาทสี่รอย
เพื่อรักษาให้อยู่ค้ำชูพระศาสนาสืบไปตลอดกาลนาน

ด้วยวัดพระพุทธบาทสี่รอย
เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง ๔ พระองค์
คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน 
พระพุทธเจ้ากัสสโป พระพุทธเจ้าโคตโม (องค์ปัจจุบัน) 


[อนุสาวรีย์พระรูปของครูบาศรีวิชัย บริเวณทางขึ้นพระวิหาร วัดพระพุทธบาทสี่รอย]

จึงนับได้ว่า เป็นปูชนียสถานที่มีความสำคัญมาก
เป็นที่สักการบูชาของทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

พระพุทธบาทสี่รอยนี้ ครูบาอาจารย์ พระธุดงค์กรรมฐาน
สาย ครูบาเจ้าศรีวิชัย หลายองค์ อาทิเช่น

ครูบาหน้อย ชยวํโส วัดบ้านปง, ครูบาอิน อินฺโท วัดฟ้าหลั่ง,
ครูบาอินแก้ว ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี,
ครูบาบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ วัดร้องขุ้ม,
ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ฯลฯ

พระอาจารย์ทอง สิริมงฺคโล วัดพระธาตุศรีจอมทอง,
ครูบาเทือง นาถสีโล วัดบ้านเด่น, ครูบาน้อย วัดศรีดอนมูล เป็นต้น
[หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร] 

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร
และพระธุดงค์กรรมฐานในสายหลวงปู่มั่น

ได้แก่ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่,
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดป่าอรัญญวิเวก นครพนม,
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี วัดหินหมากเป้ง หนองคาย,
หลวงปู่หล้า ตาทิพย์ วัดป่าตึง เชียงใหม่,
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ เลย,
หลวงปู่สิม พุทธจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่,
หลวงปู่จาม, พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป
และอีกหลายองค์ ในสายพระอาจารย์มั่น

นอกจากนี้ยังมี หลวงปู่สี ฉนทสิริ วัดเขาถ้ำบุญนาค นครสวรรค์
(ได้ยาอายุวัฒนะจากบริเวณป่าใกล้วัดพระพุทธบาทสี่รอย),
หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวณฺโณ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร,

[หลวงพ่ออุตตมะ อุตฺตมรมฺโภ วัดวังก์วิเวการาม]


หลวงพ่ออุตตมะ อุตฺตมรมฺโภ วัดวังก์วิเวการาม
(ไปธุดงค์ไปองค์เดียวเพื่อไปกราบนมัสการ
เมื่อ ๕๐ กว่าปีมาแล้ว ราว พ.ศ. ๒๔๙๐)
และหลวงพ่อสมควร วัดถือน้ำ นครสวรรค์,
หลวงปู่เมฆ วัดป่าขวางพระเลไลย์ สงขลา

ได้เคยเดินธุดงค์ ขึ้นไปนมัสการมาแล้ว
และได้รับรองว่าเป็นรอยพระพุทธบาทที่แท้จริง

นอกจากนี้ยังได้รับคำยืนยันรับรองของ
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดอรัญญวิเวก จ.นครพนม
ว่ารอยพระพุทธบาทดังกล่าวเป็นรอยพระพุทธบาทสี่รอย
ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ในมหาภัทรกัปนี้จริง

และเป็นสัญญลักษณ์แห่งมหาภัทรกัปที่สำคัญสูงสุดในจักรวาล
และรอยพระพุทธบาทสี่รอยนี้ประดิษฐานอยู่ที่
วัดพระพุทธบาทสี่รอย ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
[หลวงปู่สิม พุทธจาโร]


นอกจากนี้ หลวงปู่สิม พุทธจาโร ซึ่งเคยเดินขึ้นไปนมัสการมาแล้วเช่นกัน
ดังธรรมเทศนาของท่านตอนหนึ่ง
(คัดลอกมาจาก หนังสือพุทธาจารานุสรณ์ ที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ
หลวงปู่สิม พุทธจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว
จังหวัดเชียงใหม่ พุทธศักราช ๒๕๓๖)

“ในเขตเชียงใหม่นี้ ยังมีพระบาทสี่รอยอยูในเขตอำเภอแม่ริม
แต่ว่าลึกเข้าไปในภูเขา หลวงปู่ผู้เทศน์ปูแล้วกราบไหว้
มันเป็นก้อนหินก้อนใหญ่ เป็นก้อนสี่เหลี่ยมขึ้นไปอยู่ข้างริมแม่น้ำ

พระพุทธเจ้ากกุสันโธได้มาตรัสรู้ในโลก
ท่านก็มาเหยียบรอยพระพุทธบาทไว้
ในยอดหินก้อนนั้น ยาวขนาด ๑๒ ศอก

เมื่อหมดศาสนาพระพุทธเจ้ากกุสันโธแล้ว
พระพุทธเจ้าโกนาคมโน ก็มาตรัสรื้อขนสัตว์ไปอีก
ก็นิพพานท่านก็มาเหยียบไว้ที่พระบาทแม่ริมนี้ เป็นรอยที่สอง (ขนาดลดลงมา)

มาถึงพระสัมสัมพุทธเจ้ากัสสโปมาตรัสรู้
ท่านก็มาเหยียบไว้ได้ ๓ รอย

แลพระพุทธเจ้าโคดมมาตรัสรู้
ก่อนที่ท่านจะนิพพานก็เหยียบรอยพระบาทไว้ในหินก้อนเดียวกัน
จึงให้ชื่อว่าพระพุทธบาทสี่รอย

ยังมีพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์
จะมาตรัสรู้แล้วมาโปรดเวไนยสัตว์ ก็มาเหยียบไว้อีก

เรียกว่าแผ่นดินที่เราเกิดนี้ นับว่าเป็นแผ่นดินที่ร่ำรวยที่สุด
แผ่นดินนี้เรียกว่า ภัทรกัป มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ได้ห้าพระองค์

พระพุทธเจ้าองค์ใดมาตรัสสอนก็ตาม
ก็สอนให้มนุษย์และเทวดาทั้งหลายบำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนา
ละกิเลส ความโกรธ ความโลภ ความหลง อันเก่านี้แหละ

เมื่อใดปฏิบัติภาวนาบารมีเต็มแล้ว ก็รู้แจ้งพระนิพพาน
เมื่อรูปนามแตกดับแล้วไปสู่พระนิพพาน
ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในโลกอันแสนทุรกันดารนี้อีกต่อไป”
[นายนิรยบาล-ผู้เฝ้าปากทางสู่นรก : อยู่บริเวณรอยหินแยก (จากฟ้าผ่า)
ด้านข้างพระวิหารครอบรอยพระพุทธบาท]
                              [พระประธานในพระอุโบสถ วัดพระพุทธบาทสี่รอย]

สถานที่ประดิษฐานของพระพุทธบาทสี่รอยดั้งเดิม
ที่มีผู้รู้บางท่านสันนิษฐานไว้

มีผู้รู้บางท่านสันนิษฐานว่า
ความจริงแล้ว หินก้อนนี้อยู่ที่ป่าหิมพานต์
แต่นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า

หินนั้นได้ตั้งอยู่ ณ ที่นี้ ส่วนผู้ที่จะกล่าวแก้ ก็ควรที่จะบอกว่า

ป่าก็ดี เขาก็ดีที่มีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ไม่ขาดทั้งกลางวันกลางคืน
สถานที่ประดิษฐานของพระพุทธบาทสี่รอยดั้งเดิม
ที่มีผู้รู้บางท่านสันนิษฐานไว้

มีผู้รู้บางท่านสันนิษฐานว่า
ความจริงแล้ว หินก้อนนี้อยู่ที่ป่าหิมพานต์
แต่นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า

หินนั้นได้ตั้งอยู่ ณ ที่นี้ ส่วนผู้ที่จะกล่าวแก้ ก็ควรที่จะบอกว่า

ป่าก็ดี เขาก็ดีที่มีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ไม่ขาดทั้งกลางวันกลางคืน
ที่แห่งนั้น จึงได้ชื่อว่า ป่าหิมพานต์
ธรรมชาติของเปรตทั้งหลายไม่เคยมีตัวตนในเมืองมนุษย์
แต่ธรรมชาติของเปรตทั้งหลาย
ย่อมเกิดเป็นตัวเป็นตนในป่าหิมพานต์เท่านั้น

หากแต่พระอริยสาวกที่มีอิทธิปาฏิหาริย์
ได้อัญเชิญมาด้วยกำลังฤทธิ์
เพื่อที่จักให้เป็นที่กราบไหว้ และสักการะบูชาแก่ชาว “ตามิละ” (ลัวะ)

พวกชาวเขา ลัวะ และคนยาง
หากมารักษาและสักการะรอยพระพุทธบาทแล้ว
ฝนฟ้าก็จะตกต้องตามฤดูกาลเป็นอันดี ด้วยพุทธานุภาพ

และแม้ในกาลอนาคต
พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า
ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาท
ไว้ที่หินก้อนนี้อีกเป็นรอยที่ ๕

จนล่วงไปอีกราว ๒๐๐๐ ปี
หินก้อนนี้ก็จะแตกสลายลง บังเกิดเป็นมนุษย์ขึ้น
ซึ่งมนุษย์คนนี้จะได้บวชในพระพุทธศาสนา
สำเร็จมรรคผลนิพพานในสมัยพระศาสนา
แห่งพระศรีอริยเมตไตรยพระพุทธเจ้านั่นแลฯ
 

สถานที่ประดิษฐานของพระพุทธบาทสี่รอยดั้งเดิม
ที่มีผู้รู้บางท่านสันนิษฐานไว้

มีผู้รู้บางท่านสันนิษฐานว่า
ความจริงแล้ว หินก้อนนี้อยู่ที่ป่าหิมพานต์
แต่นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า

หินนั้นได้ตั้งอยู่ ณ ที่นี้ ส่วนผู้ที่จะกล่าวแก้ ก็ควรที่จะบอกว่า

ป่าก็ดี เขาก็ดีที่มีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ไม่ขาดทั้งกลางวันกลางคืน
ที่แห่งนั้น จึงได้ชื่อว่า ป่าหิมพานต์
ธรรมชาติของเปรตทั้งหลายไม่เคยมีตัวตนในเมืองมนุษย์
แต่ธรรมชาติของเปรตทั้งหลาย
ย่อมเกิดเป็นตัวเป็นตนในป่าหิมพานต์เท่านั้น

หากแต่พระอริยสาวกที่มีอิทธิปาฏิหาริย์
ได้อัญเชิญมาด้วยกำลังฤทธิ์
เพื่อที่จักให้เป็นที่กราบไหว้ และสักการะบูชาแก่ชาว “ตามิละ” (ลัวะ)

พวกชาวเขา ลัวะ และคนยาง
หากมารักษาและสักการะรอยพระพุทธบาทแล้ว
ฝนฟ้าก็จะตกต้องตามฤดูกาลเป็นอันดี ด้วยพุทธานุภาพ

และแม้ในกาลอนาคต
พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า
ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาท
ไว้ที่หินก้อนนี้อีกเป็นรอยที่ ๕

จนล่วงไปอีกราว ๒๐๐๐ ปี
หินก้อนนี้ก็จะแตกสลายลง บังเกิดเป็นมนุษย์ขึ้น
ซึ่งมนุษย์คนนี้จะได้บวชในพระพุทธศาสนา
สำเร็จมรรคผลนิพพานในสมัยพระศาสนา
แห่งพระศรีอริยเมตไตรยพระพุทธเจ้านั่นแลฯ
ยังมีพระผู้รอบรู้พระไตรปิฎกองค์หนึ่ง ถามว่า

“พระบาท ๔ รอยนี้จะเจริญรุ่งเรืองเมื่อใด”

ผู้ที่จะกล่าวแก้ปัญหาควรกล่าวว่า

“ดูกรท่านทั้งหลาย อันบาลีแห่งพระพุทธเจ้า กล่าวไว้ว่า
ปฐมเบื้องต้น มัชฌิมะเบื้องกลาง ปัจฉิมะเบื้องปลาย
เหตุบาลีว่า อาทิ กัลยาณัง งามในเบื้องต้น
มัชเฌกัลยาณัง งามในท่ามกลาง ปริโยสานกัลยาณัง งามในที่สุด
งามในที่แล้ว (ที่สุด) แห่งศาสนาพระพุทธเจ้า
พระพุทธบาท ๔ รอย จะเจริญรุ่งเรืองงามในท่ามกลางศาสนาจริงแลฯ”

ดังนั้น ก็นับว่า
พระพุทธบาทสี่รอยนี้ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ
เป็นที่สักการบูชามาช้านาน
ถ้าหากว่าผู้ใดมีจิตศรัทธาที่จะขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย
ก็ควรมีจิตศรัทธาเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อไปถึงแล้วก็ควรที่จะสำรวม กาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ
ก็ชื่อว่า รักษาศีล ก็ทำให้เกิดสมาธิ มีจิตใจที่ตั้งมั่น ทำให้เกิดปัญญา
และจักได้ชื่อว่าเจริญตามรอยพระพุทธบาทของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง

การที่มีคนศรัทธาเดินทางขึ้นไปกราบรอยพระพุทธบาท
ก็เหมือนกับว่ามีดวงจิตดวงใจอยู่ในสมาธิภาวนา
มีพุทธานุสติเกิดขึ้นในจิตใจ

และประกอบไปด้วย ความศรัทธา และความเพียร ขันติ ความอดทน
การที่ขึ้นไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท
ถนนหนทางไม่สู้จะสะดวกเท่าไร
เป็นทางขึ้นเขาทางเดินแคบ
ขึ้นได้สะดวกก็ช่วงฤดูแล้ง ช่วงฤดูฝนก็ลำบาก

จึงเป็นการวัดถึงจิตใจของพุทธศาสนิกชนว่า
จะมีคนที่ศรัทธาและวิริยะที่จะขึ้นไปกราบไหว้ และสักการะเพียงใด
ถ้าหากว่าใครได้ไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาทแล้ว
ก็นับว่าเป็นสิริมงคล และจะได้รับผลานิสงส์เป็นอย่างมาก
ดังนั้นขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย
ดังนั้นขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย
ที่ได้มากราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย
หรือผู้ที่อ่านหนังสือเกี่ยวกับ
ประวัติความเป็นมา ของพระพุทธบาทสี่รอยแล้ว

ก็ใคร่จะกล่าวกับท่านทั้งหลายว่า
การที่พระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์
เสด็จมาประทับรอยพระบาทในที่นี้
เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลาย
เพื่อเป็นหนทางไปสู่พระนิพพาน

ดังนั้นการที่เราได้กราบนมัสการรอยพระพุทธบาท
ด้วยเครื่องสักการะบูชา มีดอกไม้ ธูปเทียน
ก็ยังไม่ได้เจริญตามรอยพระบาทของพระพุทธองค์
เพราะพระพุทธองค์ทรงมุ่งหวังให้เราทั้งหลาย
เจริญรอยตามพระพุทธองค์ด้วยการให้ทาน ถือศีล เจริญสมาธิภาวนา
ก็ได้ชื่อว่าเป็นคนหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงโปรดให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งหลาย

โดยเฉพาะการเจริญสมาธินั้น
พระพุทธองค์เคยตรัสว่ามีอานิสงส์กว่าการให้ทาน
ซึ่งเป็นหนทางสู่มรรคผลนิพพานโดยแท้จริง

วาระสุดท้ายนี้
ท่านผู้ใดได้อ่านประวัติความเป็นมาของพระพุทธบาทสี่รอยนี้แล้ว
กรุณาใช้ปัญญาพิจารณาให้ถ่องแท้
และให้ถึงศรัทธาในดวงจิตดวงใจ
ให้ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ก็หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย
ที่เดินทางขึ้นมากราบพระพุทธบาทสี่รอย
อาตมาขอให้ท่านทั้งหลายที่ได้เดินทางขึ้นมากราบพระพุทธบาทสี่รอยนี้
หรือได้อ่านประวัติพระพุทธบาทสี่รอย

จงประสบแต่ความสุขความเจริญ
ก้าวหน้าใน ทาน ศีล ภาวนา
มีปัญญารู้แจ้งใน อริยสัจสี่
พ้นจากกิเลสกองทุกข์ทั้งหลาย
จงมีแด่ทุกท่านด้วยเทอญ....สาธุ

เจริญกุศลด้วยความนับถือ
ธรรมะ พร และ เมตตา

พระครูพุทธบทเจติยารักษ์
(พระครูบาพรชัย ปิยะวัณโณ)

เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอย
Continue Reading

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558 | 0 ความคิดเห็น

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
ธรรมนิยาย : สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
โดย: สุทัสสา อ่อนค้อม เสียงโดย: อ.เพ็ญศรี อินทรทัต
เดิมเป็นไฟล์ MP3 ได้แบ่งเป็น 80 ตอนด้วยกันข้าฯผู้ทำได้จักแบ่งทำเป็นวีดีโอ ใน

" รายชื่อเรื่อง ตอน 1 "
01-เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วง
02-นายบัวเฮียว
03-พระบัวเฮียว
04-พระสลิด
05-มารไม่มีบารมีไม่เกิด
06-รัฐมนตรีกับคุณหญิง
07-คุณนายลำใย
08-ทำความดีต้องฟื่นใจ
09-หลวงตาเฟื่อง
10-เรื่องของกรรม ให้ทำ ใครได้
11-วิธีแก้กรรมที่ดีที่สุด
12-นายจ่อย
13-โยมนินทราพระ
14-คุณนายดวงสุดา
 " รายชื่อเรื่อง ตอน 2 "
15-อจินไตย4
16-นายอู่
17-หอประชุมเจริญชัย
18-กระจกวิเศษ
19-อุบาสิกาทองริน
20-นางบุญรัตน์
21-พยาบาทนิวรณ์
22-อุปชีวก
23-ก้อนหินพูดได้
24-สารพันปัญหา
25-เถ้าแก่เส็ง
26-อาจารย์สาว
27-โยมปิ่น
28-น้ำมันหมด
" รายชื่อเรื่อง ตอน 3 "
29-นางกิมหงส์
30-คหบดี
31-คุณนายราศี
32-แพทย์หญิงนรินทร
33-พระในบ้าน
34-นายขุนทอง
35-เข้าถึงธรรม
36-ปลัดอำเภอ
37-วันสุดท้ายของชีวิต
38-ผลสมาบัตื
39-เมตตาธรรมค้ำจุนโลก
40-นางบุญพา
41-เจตภูติ
42-คุณหญิงอรษา
43-อาบัติปาราชิก
45-คุณนายโสภิต
46-หลวงพ่อโสธร
 " รายชื่อเรื่อง ตอน 4 "
47-นางสาวเตย
48-มรรยาทชาวพุทธ
49-นายฮิบ
50-หัวอกสะใภ้
51-อาจารย์ชิด
52-พระชละภิญญา
53-บุรุษผู้มากับก้อนหิน
54-นางมณโฑ
55-แม่ชีเจียง
56-เจ้ล้ง
57-มาตาปิตุคุณสูตร
58-ผีการพนัน
59-ตาเหล็งฮ้วย
60-ใช้หนี้นกกระสา
61-พันโกวิทย์
62-ตัวเงินตัวทอง
63-มงคลสูตร
 " รายชื่อเรื่อง ตอน 5 "
64-สรณะที่แท้
65-นายสุเมธ
66-รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา
67-ทำกรรมแทนกันไม่ได้
68-ทิดบวบ
69-หนี้ค่าก๋วยเตี๋ยว
70-คนปากโป้ง
71-เจ้าหนี้
72-เปิดป้ายร้านเสริมสวย
73-ถูกรางวัลที่๑
74-เถ้าแก่บ๊ก
75-คุณหญิงประทุมทิพย์
76-คนรังแกเมีย
77-ทุนเสริมสมอง
78-อารยทรัพย์
79-เทศน์กัณฑ์สุดท้าย
80-อำลาญาติโยม

Continue Reading

มักกะลีผล [ ธรรมนิยาย ]

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558 | 0 ความคิดเห็น

มักกะลีผล ธรรมนิยาย
โดย: สุทัสสา อ่อนค้อม เสียงโดย: อ.เพ็ญศรี อินทรทัต
มักกะลีผล  ที่ท่านได้รับฟัง และชมอยู่นี้มีทั้งหมด 10 ตอนด้วยตอนละ 4 ช.ม. กว่า ๆ โดยเนื้อหาของต้นฉบับที่เป็น MP3 นั้น มีทั้งหมด 96 ตอน และเป็นบทนำเรื่อง อีก 1 ตอน ข้าพฯ ผู้จัดทำเป็น วีดีโอนั้น ได้แบ่ง เป็น 10ตอนของ MP3 เป็น 1ตอนของวีดีโอ ก็จะได้ 10ตอน ของวีดีตอน ตอนที่10นั้นจะมีเพียง 6ตอนของMP3
ขอขอบคุณที่ได้ติดตามรับฟัง
ตอนที่ 1
 เพลย์ลิตส์ ในตอนที่ 1
000-บทนำ
001-อยู่กับยาย
002-เด็กชายเจริญ
003-คาถาพัน
004-เทศน์ 3 ธรรมมาศน์
005-นางเม้า
006-เลี้ยงลูกให้ถูกวิธี
007-หม้อข้าวแตก
008-โรงเรียนวัดโบสถ์
009-ย้ายโรงเรียน
010-คุณสมบัติของพระโสดาบัน
**************************
ตอนที่ 2
เพลย์ลิตส์ ในตอนที่ 2
011-พันตรีพิบูลสงคราม
012-หลวงพ่อช้าง
013-เล่าเรื่องปรอท
014-ครูชิ้น
015-หนองสาหร่าย
016-ไปเรียนธรรมปี่พาทย์
017-ออกงานครั้งแรก
018-มักกะลีผล
019-ใช้หนี้สงฆ์
020-ไหสมบัติ 
***************************
ตอนที่ 3
เพลย์ลิตส์ ในตอนที่ 3
021-เจ๊กบ๊ก
022-ทรัพย์เคลื่อนที่ได้
023-ปู่หอย
024-ตาแป๊ะซ้ง
025-นางสาวจำแลง
026-ไอ้โทน
027-สามเกลอ
028-ลางบอกเหตุ
029-ไปเมืองบางกอก
030-เมตตาปริต
*************************
ตอนที่ 4

เพลย์ลิตส์ ในตอนที่ 4
031-มหาแผ้ว
032-หลวงธารา
033-จดหมายถึงยาย
034-บ้านสามกระได
035-ญาติพี่น้อง
036-คุณสายใจ
037-กลับมาตายรัง
038-เพื่อนพาไปขึ้นครู
039-นางสาวบุหลัน
040-ความพลัดพราก
************************* 
ตอนที่ 5
เพลย์ลิตส์ ตอนที่ 5
041-หมอจีนผู้อารี
042-คลองบ้านอ้อย
043-ยึดมากทุกข์มาก
044-สูญเสียเพื่อนรัก
045-ไปอยู่กับครูสอน
046-กลับมาเยี่ยมบ้าน
047-แบ่งสมบัติ
048-เข้าพบนายกรัฐมนตรี
049-กลับคืนสู่บางม่วงหมู่
050-ประทุมกับประเทือง
*************************
ตอนที่ 6 
เพลย์ลิตส์ ในตอนที่ 6
051-งานศพตาแป๊ะเตี๋ยว
052-พระเจริญ
053-สงเคราะห์เพื่อนเก่า
054-ไม่มีฤกษ์สึก
055-เรียนกรรมฐาน
056-แม่ประยงค์
057-ไปสุขเอาดาบหน้า
058-ซ้อมพร้อมสึก
059-หลวงพ่อเดิมวัดหนองโพ
060-หนึ่งอยากเป็นสอง
************************
ตอนที่ 7
เพลย์ลิตส์ ในตอนที่ 7
061-หลวงตาอุ้ย
062-นะโมพุทธาแยะ
063-อย่าสะสมบาปไว้ที่ปาก
064-มหาห้อง
065-ใจนั้นสำคัญที่สุด
066-อนาคตภัย
067-เรียนคาถาอาคม
068-หลวงพ่อเดิมมรณภาพ
069-หลวงพ่อศุข วัดคลองมะขามเฒ่า
070-บ้านไผ่กองดิน
**********************
 ตอนที่ 8
เพลย์ลิตส์ ในตอนที่ 9
081-พระอุดมวิชัยญาณ
082-เณรทองดี
083-ทางสายเอก
084-เศรษฐีขี้เหนียว
085-รถตกเหว
086-คาถานะวะระหะคุณ
087-ธรณีสูบ
088-ไปฉันเพลที่นนทบุรี
089-สมเด็จโต วัดระฆัง
090-แม่นากพระโขนง
**********************
ตอนที่ 9
เพลย์ลิตส์ ในตอนที่ 9
081-พระอุดมวิชัยญาณ
082-เณรทองดี
083-ทางสายเอก
084-เศรษฐีขี้เหนียว
085-รถตกเหว
086-คาถานะวะระหะคุณ
087-ธรณีสูบ
088-ไปฉันเพลที่นนทบุรี
089-สมเด็จโต วัดระฆัง
090-แม่นากพระโขนง
 *********************
ตอนที่  10
เพลย์ลิตส์ ในตอนที่ 10
091-ได้โสฬสญาณ
092-ใช้กรรมแกล้งพี่สาว
093-เรียนพระอภิธรรม
094-แม่เชิญศรี
095-แม่ทัพแห่งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
096-อำลาวัดพรหมบุรี
******************

Continue Reading
 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. คนรักทำ - All Rights Reserved
Template Modify by Creating Website
Proudly powered by Blogger